ค่าความถูกต้องของสี (CRI – Color Rendering Index)
การเลือกหลอดไฟ LED คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ “ความสว่าง” หรือ “โทนสีของแสง” เป็นอันดับแรกแต่มีอีกหนึ่งค่ามาตรฐานทางแสงสว่างที่มีผลต่อการมองเห็นและความรู้สึกของพื้นที่อย่างมากนั่นคือ ค่าความถูกต้องของสี หรือ CRI (Color Rendering Index) ค่า CRI ไม่ได้บอกว่าแสงสว่างแค่ไหน และไม่ได้บอกว่าแสงออกเหลืองหรือขาวแต่เป็นค่าที่บอกว่า สีของวัตถุที่เราเห็นภายใต้แสงไฟนั้นใกล้เคียงกับสีจริงมากน้อยเพียงใด
หลอดไฟที่มีค่า CRI ต่ำ แม้จะสว่างเพียงพอ ก็อาจทำให้สีผิว อาหาร เสื้อผ้า หรือวัสดุต่างๆ ดูซีด หม่น หรือผิดเพี้ยนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลทั้งต่อความสบายตา ภาพลักษณ์ของสถานที่ และในบางกรณีอาจกระทบต่อความปลอดภัยค่า CRI ตามหลักการที่ใช้จริงในมาตรฐานสากล เพื่อให้คุณเข้าใจและเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
CRI คืออะไร? (Definition)
CRI (Color Rendering Index) คือดัชนีที่ใช้วัดความสามารถของแหล่งกำเนิดแสงในการถ่ายทอดสีของวัตถุ ให้ใกล้เคียงกับสีที่ปรากฏภายใต้แสงอ้างอิงมากที่สุด โดยมีช่วงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 (Ra)
-
- Ra = 100
หมายถึงการแสดงสีได้ใกล้เคียงแสงธรรมชาติมากที่สุด (ใช้เป็นค่ามาตรฐานอ้างอิง) - แสงอาทิตย์
มีค่า CRI เท่ากับ 100 - หลอดไส้ และหลอดฮาโลเจน
มีค่า CRI ใกล้เคียง 100 เนื่องจากเป็นแสงจากความร้อน - หลอดไฟ LED
ค่า CRI ขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิปและสารฟอสฟอรัส โดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 70 – 97
- Ra = 100
หมายเหตุ: ค่า CRI ไม่เกี่ยวกับความสว่าง (Lumens) และไม่เกี่ยวกับโทนสี (Kelvin)
วิธีการวัดค่า CRI ตามมาตรฐานสากล
การวัดค่า CRI ถูกกำหนดโดย CIE (International Commission on Illumination) และใช้วิธีเปรียบเทียบสีของวัตถุภายใต้แสงทดสอบกับแสงอ้างอิง
1.หลักการวัด
-
- ใช้ แถบสีมาตรฐาน 8 สี (R1 – R8)
ซึ่งเป็นสีที่มีความอิ่มตัวปานกลาง - วัดความแตกต่างของสีระหว่าง
- แสงจากหลอดที่ทดสอบ
- แสงอ้างอิง (แสงอาทิตย์หรือแหล่งแสงมาตรฐาน)
- ยิ่งสีเพี้ยนจากแสงอ้างอิงน้อย → คะแนน CRI ยิ่งสูง
- ใช้ แถบสีมาตรฐาน 8 สี (R1 – R8)
2.ค่า R9 (สีแดง)
-
- R9 คือการวัด สีแดงสด ซึ่งไม่รวมอยู่ในค่า Ra มาตรฐาน
- มีความสำคัญมากในงานคุณภาพสูง เช่น
ร้านอาหาร, งานผิวหนัง, คลินิก, การแต่งหน้า - หลอดไฟเกรดดีมักระบุค่า R9 แยกเพิ่มเติม
ระดับค่า CRI ที่เหมาะสมกับการใช้งาน
การเลือกค่า CRI ควรสัมพันธ์กับลักษณะของกิจกรรม ไม่จำเป็นต้องเลือกค่าสูงสุดเสมอไป
|
ค่า CRI (Ra) |
ระดับคุณภาพ | เหมาะสำหรับ |
|
90 – 100 |
ยอดเยี่ยม | พิพิธภัณฑ์, งานศิลปะ, ร้านทำผม, ห้องแต่งหน้า, สตูดิโอ |
|
80 – 89 |
ดี |
บ้านพักอาศัย, สำนักงาน, โรงเรียน, โรงแรม, ร้านค้าทั่วไป |
| 70 – 79 | ปานกลาง |
ทางเดิน, ห้องเก็บของ, โรงงาน, ลานจอดรถ |
| ต่ำกว่า 70 | ต่ำ |
พื้นที่ที่ไม่เน้นการแยกแยะสี |
ผลกระทบของค่า CRI ต่อการมองเห็นและบรรยากาศ
หากใช้แหล่งกำเนิดแสงที่มีค่า CRI ต่ำ อาจเกิดผลกระทบดังนี้
-
- สีเพี้ยนจากความจริง
อาหารดูไม่น่ารับประทาน เสื้อผ้าหรือเฟอร์นิเจอร์ดูซีด - บรรยากาศโดยรวมดูหม่น
แม้พื้นที่จะสว่างเพียงพอ แต่ให้ความรู้สึกไม่สบายตา - ผลต่อความปลอดภัย
ในงานอุตสาหกรรมหรือซ่อมบำรุง การแยกแยะสีผิดพลาดอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
- สีเพี้ยนจากความจริง
CRI กับ Color Temperature
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่า “แสงขาว = สีตรงกว่า”
-
- Color Temperature (K)
บอกว่าแสงออกเหลืองหรือขาว - CRI (Ra)
บอกว่าสีของวัตถุชัดและสมจริงแค่ไหน
- Color Temperature (K)
ความจริงคือหลอดไฟ 3000K และ 6500K สามารถมีค่า CRI 90 เท่ากันได้
ดังนั้น การได้สีที่ถูกต้อง ไม่ได้ขึ้นกับว่าแสงขาวหรือแสงเหลือง แต่ขึ้นกับคุณภาพของแหล่งกำเนิดแสง
แนวทางเลือกหลอดไฟจากค่า CRIช
-
- สำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป → CRI ≥ 80
- จุดที่ส่องกระจก โต๊ะอาหาร → CRI ≥ 90 จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
- หลีกเลี่ยงหลอดไฟที่ไม่ระบุค่า CRI ชัดเจน
- ระวังหลอดไฟราคาต่ำมาก เพราะมักลดต้นทุนด้วยชิปที่มีค่า CRI ต่ำ
บทสรุป
ค่า CRI คือหนึ่งในตัวชี้วัดคุณภาพแสงที่สำคัญที่สุด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการมองเห็นสีความรู้สึกของพื้นที่ และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน แสงที่ดีไม่ใช่แค่สว่าง แต่ต้องทำให้สิ่งที่เราเห็นใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด การเลือกดูค่าCRIหลอดไฟ ควบคู่กับความสว่างและโทนสีจะช่วยให้บ้าน ร้านค้า หรือสถานที่ทำงาน ดูสบายตาเป็นธรรมชาติ และมีคุณภาพในระยะยาว
NINELED แสงสว่างที่คุณวางใจได้ จากแบรนด์ที่คุณเลือก พื้นที่รวมแบรนด์ชั้นนำ ให้คุณเลือกซื้อไม่ว่าจะสปอร์ตไลท์ โคมไฟไฮเบย์ โคมถนน หลอดไฟ LED โซล่าเซลล์ และเสาไฟ สนใจสอบถาม-สั่งซื้อเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ Line : @NINELED

